“แทงบอลออนไลน์” สังคมลูกหนังแห่งการเหยียดผิวโรคร้ายที่แก้ไม่หาย

    คนคอแทงบอลออนไลน์รู้หรือไม่ว่า เรื่องของการเหยียดสีผิวในวงการฟุตบอลอาชีพนั้นมันมีมานานและมันก็ยังไม่จางหายไป มันเปรียบเสมือนโรคร้ายที่คอยเกาะกินใจของนักเตะผิวสีอย่างต่อเนื่อง เรียกไดว่ามันมีบันทึกประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกที่มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลแล้วมันก็ไม่เคยที่จะหายไปจากสังคมฟุตบอลเลย เพียงแต่ว่ามันจะหนักหรือเบานั้นมันก็เป็นไปตามกาลเวลาเท่านั้นเอง 

    คนคอแทงบอลออนไลน์ยังจำวิซแบนด์สแตนอัพ ที่เป็นกำไรข้อมือสีขาวดำมารวมกันได้หรือไม่ นั่นมันคืออีกหนึ่งสัญลักษณ์ของการร่วมมือร่วมใจกันของคนในวงการฟุตบอลโดยที่มีแบรนด์ดังอย่าง ไนกี้ เป็นแม่งานใหญ่ แล้วก็นำเอานักฟุตบอลมาเดินในแคมเปนนี้ โดยเหตุที่มันเป็นเช่นนั้นเนื่องจากว่าอดีตดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศสเคยถูกเหยียดผิวจากทีมชาติสเปน ที่มีชื่อว่า หลุยส์ อาร์โกเนส ที่ได้กล่าวคำพูดปลุกใจ อันโตนีโอ เรเยส

ลูกทีมของตนเอาไว้ว่า นายต้องออกไปเล่นแล้วก็แสดงให้ทุกคนได้เห็นเลยว่าแกมีดีกว่าไอ้ดำ อองรี เรียกไดว่าคำพูดนี้ของ อาร์โกเนส ตั้งใจที่จะพูดปลุกใจ เรเยส ให้รู้สึกฮึกเหิม แต่ว่ามันดันพลาดหลุดไปออกสือที่อ่านปากเขาออก จนทำให้กระแสการแอนดี้การเหยียดผิวออกมารนณรงค์กันอีกครั้งหนึ่ง โดยที่ อองรี ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นเองไว้ว่า บางคนก็คิดว่าปัญหานี้มันไม่มีในวงการฟุตบอลเลย แต่ป่าวเลยมันยังมีอยู่ตลอดเวลา

แล้วพวกเราเหล่าบรรดาแฟนบอลและนักฟุตบอลต้องช่วยกันขจัดออกไป จากวงการฟุตบอลที่เรารัก เรียกไดว่ามันเป็น้อีกหนึ่งโครงการลดการเหยียดผิวที่ว่านี้ มันก็เป็นการขอความร่วมมือจากทุกคนในแวดวง โดยเฉพาะบรรดานักฟุตบอลและแฟนบอล ให้ช่วยกันแสดงออกถึงพลังของคนที่จะได้เห็นว่าไม่ต้องการการเหยียดผิว แล้วก็มี ไนกี้ เป็นโต้โผในการจัดทำ แล้วก็นำคนที่เป็นนักเตะของค่าย ไนกี้ มาช่วยกันรนณรงค์ 

    ครั้งนั้นเองมันก็มีนักเตะชื่อดังก้องโลกมากมายได้ให้ความร่วมมือกับโครงการครั้งนี้ พอหลังจากนั้นในปี 2013 เหตุการณ์ที่เคยมีกล้วยโยนลงมาในสนามที่เกิดขึ้นในศึก มิลาน ดาร์บี้ แมตซ์ที่ เอซี มิลาน พบกับ อินเตอร์ มิลาน ซึ่งเป้าหมายของแฟนบอลที่ตั้งใจโยนกล้อวนให้นั้นก็คือ บาโรเตลลี่ ดาวยิงสุดเกรียนที่ค้าแข้งให้กับ เอซี มิลาน

ซึ่งมันก็สื่อว่าเป็นการเหยียดผิวอย่างชัดเจน แล้วนั่นมันก็ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แล้วมันก็ไม่ใช่แค่นักเตะคนเดียวเท่านั้น ยังมีนักเตะผิวสีอีกมากมายที่เคยเจอเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันแบบนี้ และนี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวที่เราต้องตื่นตัวและช่วยกันทำให้โรคร้ายเหล่านี้มันหายไปให้ได้